กินแคลเซียมแล้วกระดูกงอกจริงหรือ?

 

กินแคลเซียมแล้วกระดูกงอกจริงหรือ?


"หยุดกินเถอะยาย เดี๋ยวศอกงอก เข่างอก เดินไม่ได้นะ!"

ประโยคนี้คุ้นๆ ไหมครับ? หลายคนพออายุเข้าเลข 5 เลข 6 ลูกหลานก็หวังดี ซื้อแคลเซียมมาให้กินบำรุงกระดูก แต่พอกินไปได้สักพัก เพื่อนข้างบ้านก็ทัก "เฮ้ย! อย่ากินเยอะ เดี๋ยวแคลเซียมมันไปเกาะตามข้อ กลายเป็นกระดูกงอกนะ" ทำเอาหลายคนตกใจ เทแคลเซียมทิ้งลงถังขยะ หรือแอบเอาไปซ่อนไม่ยอมกิน

ผลที่ตามมาคืออะไรทราบไหมครับ? กระดูกงอกก็ยังเป็นอยู่ (เพราะเข่าเสื่อม) แต่ของแถมที่ได้มาคือ "กระดูกพรุน" จนกระดูกสันหลังยุบหรือสะโพกหัก!

มาดูกันว่า ความจริงของ "กระดูกงอก" เกิดจากอะไรกันแน่ และแคลเซียมคือผู้ร้ายจริงหรือ?


เรื่องเล่าจากห้องตรวจ

มีคุณยายท่านหนึ่งชื่อ "ยายศรี" (นามสมมติ) อายุ 70 ปี ยายศรีล้มก้นกระแทกพื้นในห้องน้ำ ลูกหลานรีบพามาส่งโรงพยาบาล เพราะยายลุกไม่ได้ ปวดสะโพกมาก ผลเอกซเรย์พบว่า "กระดูกสะโพกหัก" จากภาวะกระดูกพรุนรุนแรง

ลูกสาวร้องไห้บอกหมอว่า "แม่แกไม่ยอมกินยาแคลเซียมที่หมอสั่งเลยค่ะ แกเชื่อเพื่อนบ้านว่ากินแล้วกระดูกจะงอกทับเส้นประสาท แกเลยหยุดกินมา 3 ปีแล้ว... แต่สุดท้าย ดูฟิล์มสิคะหมอ กระดูกสันหลังแกก็มีกระดูกงอกเต็มไปหมดอยู่ดี ทั้งที่ไม่ได้กินแคลเซียม!"

กรณีของยายศรี คือตัวอย่างที่น่าเสียดายที่สุดครับ เพราะความเชื่อผิดๆ ทำให้เสียโอกาสในการป้องกันกระดูกหัก ทั้งที่ "กระดูกงอก" กับ "การกินแคลเซียม" มันคนละเรื่องเดียวกันเลยครับ!


ความจริง: กระดูกงอก (Bone Spur) คืออะไรกันแน่?

หมอขอเปรียบเทียบง่ายๆ แบบนี้ครับ... "กระดูกงอก ก็เหมือนกับ 'ตาปลา' หรือ 'หนังด้าน' ที่มือเราครับ"

เวลาเราทำงานขุดดินหนักๆ มือเสียดสีกับด้ามจอบบ่อยๆ ร่างกายจะสร้างหนังหนาๆ (ตาปลา) ขึ้นมาเพื่อปกป้องมือไม่ให้พัง ใช่ไหมครับ? ข้อเข่าหรือกระดูกสันหลัง ก็เหมือนกันครับ!

เมื่อข้อต่อเกิดความ "หลวม" หรือ "เสื่อม" (จากอายุ การใช้งานหนัก หรือน้ำหนักตัว) ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมตัวเอง โดยการสร้างกระดูกส่วนเกินขึ้นมาโปะรอบๆ ข้อ เพื่อให้ข้อมันแน่นขึ้น มั่นคงขึ้น (เหมือนรากต้นไม้ที่แผ่ออกไปยึดดิน)

สรุป: กระดูกงอก เกิดจาก "ความเสื่อมและความไม่มั่นคงของข้อ" (Osteoarthritis) ไม่ใช่ เกิดจากการที่มีแคลเซียมล้นเกินแล้วไปพอกพูนครับ!


ความรู้ เรื่องแคลเซียมและกระดูก

1. กินแคลเซียมแล้วไปไหน?

แคลเซียมที่เรากินเข้าไป จะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด และร่างกายจะนำไปเก็บสะสมไว้ที่ "คลังแสง" นั่นคือ กระดูกและฟัน (99% อยู่ที่นี่) ส่วนอีก 1% จะวิ่งอยู่ในเลือดเพื่อช่วยการทำงานของหัวใจและกล้ามเนื้อ

ถ้าร่างกายเรา "ขาดแคลเซียม" (กินไม่พอ): ร่างกายจะไป "สลายกระดูกเก่า" เอาแคลเซียมออกมาใช้ -> นี่คือสาเหตุของ กระดูกพรุน ถ้าร่างกายเรา "ได้รับแคลเซียมพอดี": ก็จะนำไปซ่อมแซมกระดูกให้แข็งแรง

2. แล้วถ้ากินแคลเซียม "มากเกินไป" จะเป็นอันตรายไหม?

ถ้ากินเยอะเกินความจำเป็น (เช่น เกิน 2,000-2,500 มิลลิกรัมต่อวัน ติดต่อกันนานๆ) อาจเกิดผลเสียได้ครับ แต่ ไม่ใช่กระดูกงอกที่ข้อ! สิ่งที่อาจเกิดขึ้นคือ:

  • ท้องผูก: เจอบ่อยที่สุด
  • นิ่วในไต: (ในคนที่ดื่มน้ำน้อย) เพราะแคลเซียมส่วนเกินจะถูกขับออกทางปัสสาวะ
  • แคลเซียมเกาะหลอดเลือด (Vascular Calcification): อันนี้มักเกิดในคนที่มีปัญหาเรื่องการจัดการแคลเซียมผิดปกติ หรือขาดวิตามิน K2

3. ใครบ้างที่เสี่ยง "กระดูกงอก"? (โดยไม่ต้องกินแคลเซียม)

  • คนสูงอายุ (ข้อเสื่อมตามวัย)
  • คนอ้วน (ข้อรับน้ำหนักเยอะ ร่างกายต้องสร้างฐานกระดูกมารับแรง)
  • คนที่ใช้งานข้อหนักๆ ซ้ำๆ
  • คนที่เคยบาดเจ็บที่ข้อมาก่อน

4. วิธีการกินแคลเซียมที่ "ถูกต้องและปลอดภัย"

เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด และไม่เกิดโทษ:

  • ปริมาณที่เหมาะสม: ผู้สูงอายุต้องการแคลเซียมประมาณ 800 - 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน (รวมจากอาหารและยา)
  • กินพร้อมมื้ออาหาร: โดยเฉพาะแคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate) เพราะต้องใช้น้ำย่อยช่วยละลาย
  • อย่าลืม "ผู้ช่วย":
    • วิตามิน D: ช่วยดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้เข้าสู่เลือด (ถ้าไม่มีตัวนี้ กินแคลเซียมไปก็ถ่ายทิ้งหมด)
  • ดื่มน้ำเยอะๆ: เพื่อป้องกันนิ่วในไตและท้องผูก

5. การรักษาและพยากรณ์โรค

  • กระดูกงอก: ถ้าไม่ออกอาการ (ไม่เจ็บ ไม่ทับเส้นประสาท) ไม่ต้องทำอะไรครับ ไม่ต้องผ่าตัด เก็บไว้เป็นหลักฐานความเก๋าของชีวิต
  • กระดูกพรุน: ถ้าเป็นแล้ว รักษายากกว่าและอันตรายกว่ามาก ต้องกินยาและแคลเซียมต่อเนื่องตลอดชีวิต

บทสรุป

เลิกกลัวแคลเซียมกันได้แล้วครับ! "กระดูกงอก เกิดจาก ข้อเสื่อม" ไม่ได้เกิดจากการกินแคลเซียม ในทางตรงกันข้าม การขาดแคลเซียม จะทำให้คุณเป็น "กระดูกพรุน" ซึ่งน่ากลัวกว่ากระดูกงอกร้อยเท่า

ดังนั้น ถ้าคุณหมอจ่ายยาแคลเซียมให้ ทานเถอะครับ แต่ทานให้ถูกวิธี ดื่มน้ำให้เพียงพอ และออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เพื่อกระดูกที่แข็งแรง อยู่พาหลานเดินเที่ยวไปนานๆ ครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อสอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#แคลเซียม #กระดูกงอก #กระดูกพรุน #ข้อเสื่อม #ความเชื่อผิดๆ #ผู้สูงอายุ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #วิตามินดี


References

  1. Wong, S. H., et al. (2016). Osteophytes. Journal of Orthopaedic Surgery. (สรุป: อธิบายกลไกการเกิดกระดูกงอก ว่าเป็นการตอบสนองต่อความไม่มั่นคงของข้อ ไม่ใช่การสะสมของแคลเซียมจากการกิน)
  2. National Osteoporosis Foundation (NOF). Calcium and Vitamin D: What You Need to Know. (สรุป: คำแนะนำมาตรฐานเรื่องปริมาณแคลเซียมที่เหมาะสมในแต่ละวัย และความสำคัญของการป้องกันโรคกระดูกพรุน)
  3. Bolland, M. J., et al. (2015). Calcium intake and risk of fracture: systematic review. BMJ. (สรุป: การทบทวนงานวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของแคลเซียมในการลดความเสี่ยงกระดูกหัก และผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจริง เช่น นิ่ว หรือท้องผูก)
  4. Felson, D. T., et al. (2000). Osteoarthritis: New Insights. Part 1: The Disease and Its Risk Factors. Annals of Internal Medicine. (สรุป: เจาะลึกปัจจัยเสี่ยงของโรคข้อเสื่อม ซึ่งเป็นต้นเหตุที่แท้จริงของกระดูกงอก)
  5. Institute of Medicine (US) Committee to Review Dietary Reference Intakes for Vitamin D and Calcium. (สรุป: ข้อมูลอ้างอิงทางวิชาการเกี่ยวกับปริมาณสารอาหารที่แนะนำต่อวัน เพื่อความปลอดภัยสูงสุด)


Comments

Popular posts from this blog

กระดูกแข็งแรง ไม่ใช่เรื่องของคนแก่! "แคลเซียม + วิตามินดี"

ผู้หญิงควรเริ่มทานแคลเซียมตอนอายุเท่าไหร่? คำถามยอดฮิตที่มาช้าดีกว่าไม่มา แต่ถ้าจะให้ดี "ต้องเริ่มสะสมตั้งแต่ตอนนี้"

ดื่มนมวัวแล้วท้องอืด... ดื่มน้ำเต้าหู้แทน จะได้แคลเซียมพอไหม?" ไขข้อข้องใจเรื่องกระดูกที่คนแพ้นมต้องรู้!