ปวดร้าวลงขา ชาร้าวลงแขน... กินแคลเซียมช่วยรักษา "กระดูกเสื่อมทับเส้น" ได้จริงหรือ?

 



ปวดร้าวลงขา ชาร้าวลงแขน... กินแคลเซียมช่วยรักษา "กระดูกเสื่อมทับเส้น" ได้จริงหรือ?

“คุณหมอคะ ปวดหลังร้าวลงขามากเลย ผลตรวจบอกว่าเป็นกระดูกสันหลังเสื่อมทับเส้นประสาท แล้วก็เริ่มปวดคอร้าวลงแขนด้วย แบบนี้ถ้าไปหาซื้อแคลเซียมมาทานเยอะๆ จะช่วยให้หายกดทับไหมคะ?”

นี่คือคำถามยอดฮิตที่หมอเจอแทบทุกวันในห้องตรวจครับ หลายท่านเข้าใจว่าเมื่อขึ้นชื่อว่าโรค “กระดูก” การเติม “แคลเซียม” เข้าไปก็น่าจะเป็นทางออกที่ตรงจุดที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องนี้มีรายละเอียดที่ต้องทำความเข้าใจกันใหม่ เพื่อให้การรักษาได้ผลดีและไม่เสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ครับ


เมื่อ “คุณป้าสมศรี” สงสัยว่าแคลเซียมคือยาสารพัดนึก

ลองนึกภาพตามหมอนะครับ คุณป้าสมศรีอายุ 60 ปี เริ่มมีอาการปวดเอวเวลาเดินนานๆ บางครั้งก็รู้สึกเหมือนมีไฟช็อตร้าวลงไปที่น่อง แถมช่วงหลังทำงานบ้านเยอะก็เริ่มปวดคอ ลามไปถึงสะบักและชามือ เพื่อนบ้านแนะนำว่า “ป้าขาดแคลเซียมหรือเปล่า? ลองไปหาซื้อมากินดูสิ กระดูกจะได้แข็งแรง”

คุณป้าจึงไปซื้อแคลเซียมเม็ดโตมาทานติดต่อกันหลายเดือน แต่อาการปวดร้าวและอาการชาก็ยังไม่หายไป มิหนำซ้ำยังรู้สึกท้องผูกและแน่นท้องเพิ่มขึ้นด้วย จนสุดท้ายคุณป้าตัดสินใจมาหาหมอเพราะเดินไม่ไหวแล้ว


เปรียบเทียบให้เห็นภาพ: โครงบ้านแข็งแรง แต่ท่อประปาถูกกดทับ

หมออยากให้ลองเปรียบเทียบ กระดูก ของเราเหมือนกับ เสาบ้าน ส่วน เส้นประสาท เหมือนกับ สายไฟหรือท่อประปา ที่วิ่งขนานไปตามเสาครับ

  • แคลเซียม: ทำหน้าที่เหมือนปูนที่ทำให้เสาบ้าน (กระดูก) แข็งแรง ไม่เปราะ ไม่หักง่าย

  • กระดูกเสื่อมทับเส้นประสาท: คือการที่เสาบ้านเริ่มทรุด หรือมีติ่งปูนงอกออกมา (กระดูกงอก) ไปเบียดทับสายไฟ (เส้นประสาท) จนเกิดอาการไฟช็อตหรือชามือชเท้า

การกินแคลเซียมเข้าไปเพิ่ม เปรียบเหมือนการพยายามโบกปูนให้เสาหนาขึ้น ซึ่งช่วยเรื่องกระดูกพรุนได้ดี แต่ไม่ได้ไปช่วย “งัด” หรือ “เคลื่อน” ติ่งกระดูกที่กดทับเส้นประสาทออกไปครับ ดังนั้นอาการปวดร้าวและอาการชาจึงไม่หายไปด้วยการทานแคลเซียมนั่นเอง


ทำความรู้จักกับโรคกระดูกสันหลังเสื่อม (Spondylosis)

โรคนี้ภาษาไทยเราเรียกว่า โรคกระดูกสันหลังเสื่อม (Spondylosis) เกิดจากการเปลี่ยนแปลงตามวัยของหมอนรองกระดูกและข้อต่อกระดูกสันหลัง เมื่อเราใช้งานมานาน หมอนรองกระดูกที่เคยยืดหยุ่นเหมือนฟองน้ำจะเริ่มแห้งและทรุดตัวลง ทำให้กระดูกแต่ละข้อมาเบียดกันจนเกิดกระดูกงอก

อาการเด่นๆ คือ:

  • ปวดร้าวลงขา (Sciatica): หากเกิดที่เอว จะปวดจากหลังร้าวลงก้นกบ ลงน่อง หรือฝ่าเท้า

  • ชาร้าวลงแขน: หากเกิดที่คอ จะมีอาการปวดคอ บ่า สะบัก และชามือหรือแขนอ่อนแรง

  • อาการปวดจะชัดเจนขึ้น: เมื่อมีการเคลื่อนไหว หรืออยู่ในท่าเดิมนานๆ


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้โรคลุกลาม

  1. อายุที่มากขึ้น: เป็นปัจจัยหลักที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

  2. พฤติกรรมการใช้งาน: การนั่งก้มหน้าเล่นมือถือนานๆ หรือการยกของหนักผิดท่า

  3. น้ำหนักตัว: น้ำหนักที่มากเกินไปทำให้กระดูกสันหลังส่วนล่างรับภาระหนัก

  4. พันธุกรรม: บางครอบครัวมีโครงสร้างกระดูกที่เสื่อมเร็วกว่าปกติ

  5. การสูบบุหรี่: สารนิโคตินทำให้เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกน้อยลง ทำให้เสื่อมเร็วขึ้น


การตรวจวินิจฉัยที่คุณหมอจะใช้

เมื่อมาพบหมอ เราจะเริ่มจากขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือ การซักประวัติและตรวจร่างกาย เพื่อดูว่าเส้นประสาทเส้นไหนที่ถูกกดทับ จากนั้นอาจจะมีการส่งตรวจเพิ่มเติมดังนี้ครับ:

  • เอกซเรย์ (X-ray): ดูโครงสร้างกระดูกโดยรวม ดูช่องว่างระหว่างข้อ และกระดูกงอก

  • เอ็มอาร์ไอ (MRI): นี่คือหัวใจสำคัญครับ เพราะเห็นทั้งหมอนรองกระดูก เส้นประสาท และเนื้อเยื่ออ่อนได้อย่างชัดเจน ทำให้เห็นจุดที่ถูกกดทับได้แม่นยำ

  • การตรวจกระแสไฟฟ้าเส้นประสาท (EMG): ใช้ในกรณีที่ต้องการยืนยันว่าเส้นประสาททำงานผิดปกติจริงหรือไม่


แนวทางการรักษา: เริ่มจากเบาไปหาหนัก

ข่าวดีคือ ผู้ป่วยกว่า 90% สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ครับ โดยเราจะทำตามขั้นตอนดังนี้:

  1. ปรับพฤติกรรม: หลีกเลี่ยงการก้มเงยบ่อยๆ จัดท่าทางการนั่งทำงานให้ถูกต้อง (Office Ergonomics) และลดน้ำหนัก

  2. กายภาพบำบัด: การดึงคอ ดึงหลัง หรือการบริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวเพื่อช่วยพยุงกระดูกสันหลัง

  3. การใช้ยา: ใช้ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) และยาบำรุงเส้นประสาทเฉพาะจุด

  4. การฉีดยาเฉพาะจุด (Interventional Pain Management): การฉีดยาลดการอักเสบเข้าที่ช่องเส้นประสาทโดยใช้เครื่อง Ultrasound หรือเครื่องเอกซเรย์ช่วยนำทาง เพื่อความแม่นยำและปลอดภัย วิธีนี้ช่วยลดปวดได้ดีมากโดยไม่ต้องผ่าตัด

  5. การผ่าตัด: จะพิจารณาก็ต่อเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่เห็นผล หรือมีอาการแขนขาอ่อนแรง หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้เท่านั้นครับ


โรคนี้หายไหม? จะกลับมาเป็นอีกหรือเปล่า?

โรคกระดูกเสื่อมเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ “ความเสื่อม” อาจจะไม่หายไป 100% แต่ “อาการปวด” หายได้ครับ! หากเราปรับพฤติกรรมและออกกำลังกายสม่ำเสมอ คุณจะกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ถ้ากลับไปใช้งานร่างกายหนักๆ หรืออยู่ในท่าทางผิดๆ เหมือนเดิม อาการก็มีโอกาสกลับมาใหม่ได้เสมอครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

หากปล่อยทิ้งไว้จนเส้นประสาทถูกกดทับรุนแรง อาจเกิดปัญหาตามมาดังนี้:

  • กล้ามเนื้อแขนหรือขาฝ่อลีบ

  • การประสานงานของร่างกายเสียไป เดินเซ หยิบจับของหล่นบ่อย

  • สูญเสียการควบคุมระบบขับถ่าย ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์


5 วิธีป้องกันให้ห่างไกลจากกระดูกเสื่อม

  • จัดระเบียบร่างกาย: นั่งหลังตรง ไม่ก้มหน้าเล่นมือถือนานๆ เปลี่ยนท่าทางทุก 30-60 นาที

  • คุมน้ำหนัก: ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อลดแรงกดทับต่อข้อต่อ

  • ออกกำลังกายเพิ่มกล้ามเนื้อ: เน้นกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้องเพื่อเป็น "เกราะ" ให้กระดูกสันหลัง

  • เลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง: ไม่ยกของหนักด้วยการก้มหลัง แต่ให้ใช้การย่อเข่าแทน

  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ: เลือกที่นอนที่ไม่นุ่มจนเกินไป เพื่อรักษาแนวระนาบของกระดูกสันหลัง


ถาม-ตอบ ข้อสงสัยบ่อยๆ

Q: ตกลงแคลเซียมต้องกินไหม? A: ถ้าตรวจพบว่าเป็นโรคกระดูกพรุน (กระดูกบาง) ควรทานครับเพื่อให้กระดูกแข็งแรงไม่หักง่าย แต่ถ้าจะทานเพื่อหวังให้หาย “ปวดร้าวทับเส้น” แคลเซียมไม่ได้ช่วยในส่วนนี้โดยตรงครับ

Q: ปวดร้าวลงขา ต้องทำ MRI ทุกคนไหม? A: ไม่จำเป็นครับ ถ้าอาการเพิ่งเริ่มเป็นและไม่รุนแรง หมอจะลองรักษาด้วยยาและกายภาพก่อน แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 4-6 สัปดาห์ หรือมีอาการอ่อนแรง การทำ MRI จะช่วยวางแผนการรักษาได้ตรงจุดครับ

Q: นวดแผนไทยช่วยได้ไหม? A: การนวดเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อทำได้ครับ แต่ต้องระวัง “การดัด แขน ขา หรือเหยียบหลัง” เพราะอาจทำให้หมอนรองกระดูกปลิ้นออกมาทับเส้นประสาทมากขึ้นจนเป็นอันตรายได้


สรุปประเด็นสำคัญ

  1. แคลเซียมช่วยเรื่องความแข็งแรงของเนื้อกระดูก (กันกระดูกหัก) แต่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการกดทับเส้นประสาท

  2. อาการปวดร้าวลงขาหรือชามือ เกิดจากโครงสร้างกระดูกหรือหมอนรองไปเบียดเส้นประสาท

  3. การปรับพฤติกรรมและการทำกายภาพคือหัวใจสำคัญของการรักษาเบื้องต้น

  4. การฉีดยาลดการอักเสบโดยใช้ Ultrasound นำทาง เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความปลอดภัย

  5. หากมีอาการอ่อนแรงหรือคุมการขับถ่ายไม่ได้ ต้องพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังร้าวลงขา #ชามือ #กระดูกคอเสื่อม #กระดูกสันหลังเสื่อม #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #แคลเซียม #ปวดคอ #รักษาโดยไม่ผ่าตัด #กายภาพบำบัด #ออฟฟิศซินโดรม #หมอเก่งกระดูกและข้อ #NeckPain #BackPain #Sciatica #SpinalSpondylosis #HealthTips

References 

  1. Binder AI. Cervical spondylosis and neck pain. BMJ. 2007 Mar 10;334(7592):527-31. doi:10.1136/bmj.39127.608299.80.

  2. Jensen RK, Kongsted A, Kjaer P, Koes B. Diagnosis and treatment of sciatica. BMJ. 2019 Nov 19;367:l6273. doi:10.1136/bmj.l6273.

  3. Bakhsheshian J, Mehta VA, Liu JC. Current diagnosis and management of cervical spondylotic myelopathy. Global Spine J. 2017 Sep;7(6):572-86. doi:10.1177/2192568217699208.

Comments

Popular posts from this blog

กระดูกแข็งแรง ไม่ใช่เรื่องของคนแก่! "แคลเซียม + วิตามินดี"

ผู้หญิงควรเริ่มทานแคลเซียมตอนอายุเท่าไหร่? คำถามยอดฮิตที่มาช้าดีกว่าไม่มา แต่ถ้าจะให้ดี "ต้องเริ่มสะสมตั้งแต่ตอนนี้"

ดื่มนมวัวแล้วท้องอืด... ดื่มน้ำเต้าหู้แทน จะได้แคลเซียมพอไหม?" ไขข้อข้องใจเรื่องกระดูกที่คนแพ้นมต้องรู้!